Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web

การมัดย้อมผ้าพื้นเมืองโดยสีธรรมชาติ

งานหลักสูตรพิเศษ    วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี

สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

img1.gif

สีธรรมชาติ

สีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นความรู้ดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายาย แหล่งวัตถุดิบสีธรรมชาติยังสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ ที่ให้สีสันสวยงามตามที่เราต้องการและหาได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบันมีการส่งเสริมให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก และกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงามและหลากหลาย

สีย้อมธรรมชาติ

               การย้อมสีเขียวจากเปลือกต้นเพกา  เอาเปลือกเพกามาหั่น  หรือสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปต้ม 20 นาที  ช้อนเอาเปลือกออก  ต้มเถาถั่วแปบเอาแต่น้ำใสเติมลงไปใส่น้ำมะเกลือกเล็กน้อย  ใส่ปูนขาวและใบส้มป่อยผสมลงไป  ทิ้งไว้สักพัก  แล้วกรองให้เหลือแต่น้ำสีพร้อมที่จะย้อม  นำเอาน้ำย้อมตั้งไฟพออุ่น นำด้ายฝ้ายซึ่งซุบน้ำบิดพอหมาด  จุ่มลงในอ่างย้อม  ต้มต่อไปนาน  20  นาที จนได้สีที่ต้องการ  ยกด้ายฝ้ายออก  ซักน้ำสะอาดใส่ราวกระตุกตากจนแห้ง  จะได้สีเขียวตามต้องการ

               การย้อมสีดำจากเปลือกสมอ  ให้เอาเปลือกสมอมาต้มเคี่ยวให้แห้งจนงวดพอสมควร  รินเอาแต่น้ำใส่หม้อดิน  เอาด้ายฝ้ายที่เตรียมไว้ลงย้อมขณะที่น้ำสียังร้อนอยู่  จะได้สีดำแกมเขียวเข้ม  ถ้าต้องการได้สีเขียว  ใช้ด้ายฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีครามมาย้อมจะได้สีเขียวตามต้องการ

               การย้อมสีเขียวจากเปลือกสมอ  เอาเปลือกสมอมาต้มเคี่ยวให้แห้งพอสมควร  รินเอาแต่น้ำใส่หม้อดิน  เอาด้ายฝ้ายที่ผ่านการย้อมครามมาครั้งหนึ่งแล้ว  ลงไปย้อมในน้ำสีที่ยังร้อนอยู่  ต้มต่อไปประมาณ  1  ชั่วโมง  หมั่นกลับด้ายฝ้ายไปมา  เพื่อให้สีดูดซึมอย่างสม่ำเสมอ  พอได้สีตามต้องการยกด้ายฝ้ายขึ้นกระตุก ตากให้แห้ง  จะได้สีเขียวตามต้องการ

               การย้อมสีจากเปลือกรกฟ้า  โดยการแช่เปลือกต้นรกฟ้าในปริมาณพอสมควรไว้นาน  3  วันแล้วตั้งไฟต้ม ให้เดือด  จนเห็นว่าสีออกหมดดีแล้ว  จึงเทน้ำย้อมใส่ลงในอ่างย้อมหมักแช่ไว้  1  คืน  นำเอาเปลือกไม้ผึ่งแดด  จนแห้ง  เก็บไว้ใช้ต่อไป  สีเปลือกไม้นี้ถ้าถูกต้มจะกลายเป็นสีดำได้

               การย้อมสีกากีแกมเขียวจากเปลือกเพกากับแก่นขนุน  เอาเปลือกเพกาสด ๆ มาล้างน้ำ  ผึ่งแดดสัก  2-3 แดด  พักทิ้งไว้  เอาแก่นขนุนหั่นหรือไสให้เป็นชิ้นบาง ๆ แบ่งเอามา  1  ส่วน ผสมกับเปลือกเพกา  3  ส่วน  ต้มเคี่ยวให้น้ำเดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำ  เวลาย้อมเติมน้ำสารส้มเล็กน้อยเพื่อให้สีติดดีและทนทาน  การย้อมเอาด้ายฝ้ายซึ่งชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดลงในอ่างย้อมหมั่นกลับด้ายฝ้ายไปมา เพื่อให้สีติดสม่ำเสมอ ไม่ด่าง  จึงยกด้ายฝ้ายขึ้นซักน้ำให้สะอาดบิดกระตุก ตาก

               การย้อมสีน้ำตาลแก่จากเปลือกไม้โกงกาง  นำเอาเปลือกไม้โกงกางที่แห้งพอหมาด  มาล้างน้ำให้สะอาด  แช่น้ำไว้  1  คืน  แล้วต้มเคี่ยวไว้  2  วัน  กรองเอาแต่น้ำย้อมใส่สารเคมีไฮโดรเจนซัลไฟต์ ผสมลงในน้ำย้อมเล็กน้อย  เพื่อให้สีติดดีขึ้น  เอาด้ายฝ้ายที่ชุบน้ำพอหมาดจุ่มลงในน้ำย้อม ตั้งไฟต้มนาน 30  นาที  ยกด้ายฝ้ายขึ้นซักน้ำ  บิดให้แห้ง กระตุกด้ายฝ้ายให้กระจาย  ตากแดด

            การย้อมสีเปลือกไม้โกงกาง  แช่เปลือกไม้โกงกางในปริมาณพอสมควรไว้นาน  3  วัน แล้วตั้งไฟต้มให้เดือด  จนเห็นว่าสีออกหมดดีแล้ว  จึงเทน้ำย้อมใส่ลงใสอ่างย้อม  หมักแช่ไว้  1  คืน  นำเอาเปลือกไม้ผึ่งแดดจนแห้งเก็บไว้ใช้ต่อไป  สีเปลือกไม้นี้ถ้าถูกต้มจะกลายเป็นสีดำได้  แต่ทนน้ำเค็ม

               การย้อมสีด้วยรากยอ  เอารากยอแห้งที่มีอายุสักหน่อย  เพื่อจะให้ได้สีเข้มมาสับหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปต้มน้ำเดือด น้ำสีจะเป็นสีแดงจึงยกลง  กรองเอาแต่น้ำสี  นำเอาด้ายฝ้ายซึ่งเตรียมจะย้อมชุบน้ำให้เปลือกพอหมาดลงแช่ในน้ำสีประมาณ  30  นาที  หรือกว่านั้น  หมั่นยกด้ายฝ้ายกลับไปกลับมาเพื่อให้สีติดด้ายฝ้ายอย่างทั่วถึง  แล้วนำด้ายฝ้ายที่ย้อมขึ้นจากหม้อบิดพอหมาด  นำไปล้างน้ำสะอาด  แล้วผึ่งให้แห้ง  จะได้ด้ายฝ้ายที่ย้อมเป็นสีแดงตามต้องการ

               การย้อมสีด้วยเมล็ดคำแสด  วิธีเตรียมสีจากเมล็ดคำแสด  แกะเมล็ดออกจากผลที่แก่จัด แช่น้ำร้อนหมักทิ้งไว้หลาย ๆ วัน จนสารสีตกตะกอน  แยกเมล็ดออก  นำน้ำสีที่ได้ไปเคี่ยวจนงวดเกือบแห้งแล้วนำไปตากแดด  จนแห้งเป็นผงเก็บไว้ใช้ 

               วิธีย้อมสีผ้าฝ้าย  ละลายสีเช่นเดียวกับการย้อมผ้าฝ้าย  แต่นำผ้าไหมที่ต้องการย้อมแช่ไว้ประมาณ  1  ชั่วโมง  และเติมสบู่ลงเล็กน้อยลงไปในสีที่ใช้ย้อม  ถ้าต้องการให้ผ้ามีสีเหลืองเพิ่มขึ้นให้เติมกรด  tataric  ลงไปเล็กน้อย  ผ้าที่ย้อมด้วยสีจากเมล็ดคำแสดที่จะไม่ตกง่ายเมื่อถูกับสบู่  หรือกรดอ่อน ๆ

               การย้อมสีดำจากลูกมะเกลือ  นำเอาลูกมะเกลือมาตำละเอียด  แล้วแช่ในน้ำ ในน้ำที่แช่นี้เอารากลำเจียก  หรือต้นเบงตำปนกับลูกมะเกลือ  แล้วเอาด้ายฝ้ายที่ลงน้ำแล้วบิดพอหมาดลงย้อมในน้ำย้อม สัก 3-4 ครั้ง  การย้อมทุกครั้งต้องตากแดดให้แห้งจนเห็นว่าดำสนิทดี  ถ้าต้องการให้ผ้าเป็นเงาใช้งาดำตำละเอียด  นำด้ายฝ้ายมาคลุกเคล้าให้ทั่ว  ผึ่งไว้สักพัก  กระตุกตาก

               การย้อมอีกวิธีหนึ่งคือ เอาลูกมะเกลือที่แช่น้ำทิ้งไว้นั้นในปริมาณที่ต้องการมาตำให้ละเอียดพร้อมกับใบหญ้าฮ่อมเกี่ยวแล้วเอาไปแช่ในน้ำด่าง (ได้จากต้นมะขามเผาไฟให้เป็นขี้เถ้า  แล้วละลายน้ำกรองเอาน้ำใส ๆ จะได้น้ำย้อมที่ต้องการ)  นำเอาด้ายฝ้ายที่ลงน้ำบิดพอหมาด  จุ่มลงในอ่างย้อม  ใช้มือช่วยบีบด้วยฝ้ายเพื่อให้สีดูดซึมอย่างทั่วถึง ปล่อยทิ้งสักพักแล้วยกขึ้นจากอ่างน้ำย้อม  ซักให้สะอาดกระตุกตากให้แห้ง

               การย้อมสีแดงจากดอกคำฝอย  นำดอกคำฝอยมาตำให้ละเอียด  ห่อด้วยผ้าขาวบางผสมน้ำด่างเพื่อให้เกิดสี  (น้ำด่างได้จากการนำต้นผักขมหนามที่แก่จนเป็นสีแดงหรือน้ำตาลมาตากให้แห้งสนิทแล้วนำไปเผาไฟให้เป็นขี้เถ้า  ผสมกับน้ำทิ้งให้ตกตะกอน  รินเอาแต่น้ำใส ๆ มาผสมกับสี) ส่วนวิธีย้อมทำโดยนำดอกคำฝอยมาต้มให้น้ำออกมาก ๆ จนเหนียว  เก็บน้ำสีไว้      จากนั้นเอาแก่นไม้ฝางมาไสด้วยกบบาง ๆ แล้วต้มให้เดือดนานประมาณ  6  ชั่วโมง ช้อนกากทิ้ง เวลาจะย้อมฝ้าย  นำเอาน้ำย้อมที่ต้มแล้วทั้งสองอย่างมาเทรวมเข้าด้วยกัน  แล้วเติมสารส้มลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากันดีนำฝ้ายที่ชุบน้ำและตีเส้นให้กระจายลงย้อมในอ่างย้อม

               การย้อมสีเขียวจากใบหูกวาง  เอาใบหูกวางมาตำคั้นเอาแต่น้ำสีกรองให้สะอาดต้มให้เดือดเอาฝ้ายที่เตรียมไว้  ลงย้อมจะได้เป็นสีเขียวอ่อน  หมั่นยกด้ายฝ้ายกลับไปกลับมา  เพื่อไม่ให้ด้ายฝ้ายด่าง และสีย้อมจะได้ติดทั่วถึง  พอได้ความเข้มของสีติดด้ายฝ้ายตามต้องการจึงยกขึ้นบิดพอหมาด  ซักน้ำสะอาดผึ่งให้แห้ง

            การย้อมสีจากคราม  ตัดต้นครามมาม้วนและมัดเป็นฟ่อน ๆ นำไปแช่น้ำไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ประมาณ  2-3 วัน จนใบครามเปื่อย  จึงแก้มัดครามออกเพื่อให้ใบครามหลุดออกจากลำต้น  นำลำต้นทิ้งไป เอาปูนขาวในอัตราส่วนที่เหมาะสมกันกับน้ำที่แช่ครามผสมลงไปแทนต้นคราม  จากนั้นนำเอาขี้เถ้าซึ่งได้จากเหง้ากล้วยเผาจนดำ  ผสมลงไป ทิ้งไว้ประมาณ  2-3 คืน  จนกว่าน้ำที่กวนใส รินน้ำที่ใสออกทิ้ง จะได้น้ำสีครามตามต้องการ  อาจใช้ผ้าขาวบางกรองเพื่อจะได้น้ำสีครามที่ละเอียด  นำด้ายไปขยำในหม้อคราม พยายามอย่าให้ด้ายฝ้ายพันกัน  ให้น้ำสีกินเข้าไปในเนื้อด้ายฝ้ายอย่างทั่วถึง  จนกระทั่งได้สีเข้มตามต้องการ จึงยกด้ายฝ้ายขึ้นจากหม้อ  บิดให้

หมาดล้างน้ำสะอาด  นำไปขึ้นราวตากให้แห้ง

               การย้อมสีชมพูจากต้นมหากาฬและต้นฝาง  เอาเปลือกของต้นมหากาฬมาสับให้ละเอียดต้มในน้ำเดือดประมาณ 1  ชั่วโมง  แล้วช้อนเอาเปลือกออก เติมไม้ฝางซึ่งผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงไปต้มในน้ำเดือดนาน 1 ชั่วโมง เติมใบส้มป่อยลงไปอีก 1 กำ  ต้มต่อไปอีกเล็กน้อย  ช้อนเอากากออกแล้วเติมน้ำด่างลงไป จะได้น้ำย้อมสีชมพูจึงเอาด้ายฝ้ายที่ชุบน้ำบิดพอหมาด  จุ่มลงไปในอ่างย้อม ตั้งไฟต้มนาน   30  นาที ยกขึ้นจากอ่างย้อมนำไปซักน้ำบิดให้แห้งกระตุกให้เส้นด้ายกระจายตากแดด

               การย้อมสีเหลืองจากแก่นขนุน  นำแก่นขนุนที่แห้งแล้วมาหั่นหรือไสด้วยกบเบา ๆ ใช้มือขยำให้ป่นละเอียด  ห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วต้มประมาณ  4  ชั่วโมง ดูว่าสีนั้นออกตามความต้องการหรือยังเมื่อใช้ได้ช้อนเอากากทิ้งกรองเอาน้ำใสเติมน้ำสารส้มเล็กน้อย  เพื่อให้สีติดดี  เอาด้ายฝ้ายซึ่งชุบน้ำพอหมาด จุ่มลงในอ่างย้อม  กลับด้ายฝ้ายไปมานาน 1 ชั่วโมง เอาขึ้นจากอ่างย้อม ซักน้ำสะอาดกระตุกตาก

               การย้อมสีเหลืองจากแก่นแกแล  ใช้ส่วนของแก่นแกเลย้อมผ้าจะได้สีเหลือง  ซึ่งจะมีสารสีเหลืองชื่อ Morin  อยู่ประมาณ  1% ให้นำเอาแก่นแกแลมาตากให้แห้งแล้วผ่าให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่หม้อต้มเดือด จนน้ำต้มสีเป็นสีเหลืองจึงยกลง  และนำเอาไปกรองเก็บน้ำสีไว้  เอาแกแลที่กรองไว้ไปต้มน้ำให้เดือดต่อไปจนได้น้ำสีจากแกแล  ซึ่งสีอ่อนกว่าหม้อแรก  เก็บน้ำสีไว้ทำแบบเดียวกัน  จนได้น้ำสีครบ 3 หม้อ จะได้น้ำสีอ่อนสุดถึงแก่สุด นำเอาด้ายฝ้ายที่เตรียมไว้ลงย้อมในน้ำสีหม้อที่  3  ซึ่งเป็นสีอ่อนสุดยกด้ายฝ้ายกลับไปกลับมาเพื่อให้น้ำสีเข้าไปในเนื้อฝ้ายได้ทั่วถึงไม่ด่าง  ทิ้งไว้สักพักจึงยกด้ายฝ้ายขึ้นบิดพอหมาด นำไปย้อมในหม้อที่ 2 และหม้อที่ 1 ทำแบบเดียวกัน จนย้อมได้ครบ  3  หม้อ นำด้ายฝ้ายขึ้นซักน้ำสะอาดจนสีไม่ตก เอาเข้ารางผึ่งให้แห้ง

 


งานวิจัยการย้อมผ้าไหมด้วยดอกดาวเรือง

ดอกดาวเรือง หรือดอกคำปู้จู้   ภาษาอังกฤษว่า Marigold  เป็นไม้ดอกอายุสั้น  ต้นเป็นพุ่มสูงปานกลางดอกมีกลิ่นฉุนกลีบดอกสีเหลือง มีพันธุ์ที่นิยมปลูก  ได้แก่ดาวเรืองฝรั่งเศส   ดาวเรืองอเมริกัน และดาวเรืองซิกเน็ต  สำหรับพันธุ์ดาวเรืองฝรั่งเศสและ ดาวเรืองอเมริกันกลีบดอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ  ส่วนดาวเรืองซิกเน็ตกลีบดอกชั้นเดียว  สารสีเหลืองในกลีบดอกเรียกว่าแซนโธฟีล (Xanthophyll) ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้  สามารถใช้ดอกดาวเรืองผสมในอาหารสัตว์   โดยเฉพาะอาหารไก่   ช่วยให้สีของไข่แดงเข้มขึ้น

               ในตำหรับยาไทย  ใช้เป็นยาขับลม  แก้ปวดท้อง    น้ำสกัดจากดอกสดเมื่อนำมาปั่นกับน้ำ  ในอัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยในดิน มีผู้ทดลองสกัดสาร Xanthophyl  และกรดไขมันในดอกเพื่อพัฒนาใช้ในเชิงอุตสาหกรรม  เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์   และทำเวชภัณฑ์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   กำลังค้นคว้าหาพันธุ์ดาวเรืองที่มีกลิ่น และรสชาติที่ตลาดยอมรับผลิต  เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ศึกษาหาแหล่งสีธรรมชาต

               นักวิชาการของศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา  สถาบันวิจัยหม่อนไหม  กรมวิชาการเกษตร  ซึ่งประกอบด้วย  ชวนพิศ สีมาขจร  และแสงจันทร์  ขวัญอ่อน  ได้ทำการศึกษากรรมวิธีการย้อมสีเส้นไหม  โดยใช้สีย้อมธรรมชาติ  กลุ่มโทนสีเหลือง  สีจากดอกดาวเรือง  โดยคณะผู้วิจัยได้กล่าวถึงความเป็นมาของงานวิจัย  หรือมูลเหตุจูงใจให้มาทำงานวิจัยเรื่องนี้ว่าในสมัยโบราณ  มีการใช้สีธรรมชาติ     ซึ่งเป็นสีที่ได้จากพืช   สัตว์   และแร่ธาตุ   ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นย้อมเส้นไหม  และฝ้ายเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาเป็นเวลาช้านาน   สีธรรมชาติมีคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัว  คือ ได้สีสวย เย็นตา  ไม่ฉูดฉาด   สามารถละลายน้ำได้ง่าย   นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติด้านการคงทนต่อแสงไม่ดีนัก  มีการเปลี่ยนแปลงของสี  และสีซีดง่าย   เนื่องจากสีย้อมธรรมชาติไม่ได้สร้างพันธะเคมีกับโครงสร้างใยไหม   เมื่อถูกแสงโมเลกุลของสีย้อมจึงเปลี่ยนรูปไป
                การย้อมสีด้วยสีธรรมชาติมีขบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก   แหล่งสีธรรมชาติโดยเฉพาะพืชหรือสัตว์   เจริญเติบโตช้า และใช้เวลานาน  จึงมีการใช้สีสังเคราะห์เข้ามาแทนที่  และสีสังเคราะห์จะติดเส้นใยดีมากมีความสดใส  สีไม่เปลี่ยนหรือซีดจาง  ทนต่อการซักและแสงแดด   ขั้นตอนการย้อมง่าย และรวดเร็ว  แต่เนื่องจากสีสังเคราะห์ส่วนใหญ่    มีโลหะหนักในองค์ประกอบทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ย้อม   ซึ่งไม่ได้ป้องกันตนเองจากการสูดดมไอสารพิษหรือการสัมผัสพิษโดยตรง   น้ำย้อมที่เหลือซึ่งมีโลหะหนักและสารเคมีตกค้าง  ถูกทิ้งลงแหล่งน้ำสาธารณะ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ  เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นการทำลายสุขภาพของประชาชนทั่วไป     ที่ต้องอาศัยแหล่งน้ำเหล่านั้น
               ปัจจุบันผู้คนในสังคมได้หันมาสนใจในการรักษาสภาพแวดล้อมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกันมากขึ้น  มีความสนใจที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมากขึ้น  การย้อมสีผ้าหรือเส้นใยด้วยสีธรรมชาติ  จึงกลับมาอีกครั้ง  เพราะสีธรรมชาติไม่สร้างมลภาวะ สามารถลดการนำเข้าสีสังเคราะห์ได้   จากเหตุผลดังกล่าว  คณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา  จึงได้เสนอแผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาส่งเสริมการใช้สีย้อมธรรมชาติขึ้น  เมื่อปี 2540   โดยกำหนดประเด็นและกิจกรรมไว้ 7 ประการ  คือ
               -  การค้นหาวัตถุดิบ สารให้สี สารช่วยติดสี  และการเก็บรักษาวัตถุดิบ
               -  ปลูก  และขยายพันธุ์พืชที่ให้สี โดยเน้นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว
               -  ศึกษาองค์ประกอบโครงสร้างทางเคมีของสารให้สี  และสารคิดสี
               -  หากรรมวิธีมาตรฐานในกระบวนการย้อม
               -  การทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์
               -  การแปรรูปสารให้สี  และสารติดสี  รวมทั้งต้นทุนการแปรรูป

               จากปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว   คือ สีย้อมธรรมชาติไม่คงทนต่อการซักและแสง  ทำให้สีซีดง่าย(ยกเว้น)สีน้ำเงินที่ย้อมจากคราม  หรือม่อฮ่อม   ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสีที่ติดคงทน)   ทำให้ไม่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ย้อมสีธรรมชาติ  ที่มีคุณสมบัติและมีสีเดิม  หรือใกล้เครีงสีเดิม ตามความต้องการของตลาด  ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคนิคการย้อมผ้า ให้มีคุณภาพสีดีมีมาตรฐาน  ด้วยวิธีการต่างๆ   เช่น  พัฒนาตัวสีย้อม  พัฒนาเครื่องมือสำหรับย้อม  และพัฒนาเทคนิคขบวนการย้อม  ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ       การตัดไม้ทำลายป่า  เพราะสีย้อมธรรมชาติมักจะได้มาจากเนื้อไม้  หรือบางส่วนของพืชป่า      ทำให้ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น ลดน้อยลง  การปลูกทดแทนต้องใช้เวลา   จึงทำให้ขาดแคลนแหล่งสีย้อมธรรมชาติ  จำเป็นต้องมีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้เหล่านั้น  ขยายพันธุ์ให้มากขึ้น  ขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาไม้ย้อมสีชนิดอื่นๆ ที่สามารถปลูกได้ง่ายและโตเร็วเพื่อใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติที่หลากหลายชนิด  ให้สีที่แตกต่างกันมากขึ้น

               ในเอกสารโครงการวิจัยของคณะวิจัยที่มีคุณชวนพิศ  สีมาขจร  เป็นหัวหน้า  ระบุว่า  คนโบราณพบว่า  มีพืชหลายชนิดที่ใช้เป็นสีแต่งอาหาร  และสีย้อมผ้าฝ้ายและไหม  ให้สีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดพืช และกรรมวิธีการย้อมในแต่ละแห่ง ส่วนใหญ่ของสีที่นำมาย้อมผ้าได้มาจากส่วนแก่น  และเปลือกของไม้ ยืนต้น เช่น แก่นประโฮด แก่นฝาง  แก่นเข แก่นขนุน แก่นประดู่    ซึ่งเดิมมีอยู่ในป่าธรรมชาติเป็นจำนวนมาก  แต่ปัจจุบันหาได้ยาก ดังที่กล่าวแล้ว  แม้จะมีการส่งเสริมให้ปลูกเพิ่มเติม  แต่ต้องใช้เวลานานกว่าต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตจนนำส่วนต่างๆ มาใช้ทำสีย้อมได้   ดังนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยสกัดสีจากพืชโตเร็ว  พืชอายุสั้น วัชพืชบางชนิด  หรือพืชที่พอหาได้ทั่วไป  โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกในบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนา  มาใช้ทำสีย้อมผ้ารวมทั้งการสกัดสีจากบางส่วนของพืช  เช่น ใบ  ดอก  ผล  เปลือกผล  เปลือกแห้งของต้น หรือเมล็ด  ซึ่งมีปริมาณมาก   และเกิดขึ้นใหม่ทดแทนได้ง่าย  เช่น ใบหูกวาง  เปลือกมังคุด             ใบกระถินณรงค์เป็นต้น

               การพัฒนาเทคนิควิธีใหม่ๆ  จะช่วยให้ได้สีย้อมผ้าที่แตกต่างกันไป   นอกจากนี้การนำ สีที่สกัดได้มาผสมกัน  ก็จะได้สีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาเทคนิคการแปรรูปวัตถุดิบให้สี  หรือแปรรูปสารให้สี  ทำให้ใช้วัตถุดิบได้อย่างคุ้มค่า  ไม่ทิ้งวัตถุดิบให้เสียไป  โดยการหาวิธีการเก็บรักษาไว้ใช้ยามที่ต้องการ  สำหรับพันธุ์พืชที่นำมาใช้เป็นสีย้อมผ้า  ซึ่งเป็นพันธุ์พืชหายาก
นั้น  ได้มีการราบรวมไว้มากกว่า 50 ชนิด  ที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ที่ตำบลคลองไผ่  อำเภอสีคิ้ว     จังหวัดนครราชสีมา  พืชทั้ง 50 ชนิดดังกล่าว  มีหลายชนิดที่ยังไม่ได้มีการนำมาทดลองวิจัยเพื่อย้อมสีเส้นไหม  ทางโครงการฯ  จึงได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร  ทำการวิจัย  อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากไม้ย้อมสี

วิจัยสารสกัดจากดอกดาวเรืองย้อมเส้นไหม

               การศึกษาวิจัย  และพัฒนากระบวนการสกัดสีและย้อมสีธรรมชาติ   เป็นการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ    ที่ผลต่อการย้อมสีรวมทั้งวิจัยแปรรูปสีธรรมชาติ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
               -  พัฒนาการย้อมสีเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติจากพืชชนิดต่างๆ ด้วยการพัฒนเทคนิคการสกัดสีจากพืชให้สีที่มีศักยภาพ รวมทั้งให้ได้วิธีการที่ประหยัดวัตถุดิบ  แต่ได้สีที่มีคุณภาพดี
               -  พัฒนาเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ   มีมาตรฐาน   คุณภาพสีของเส้นไหมอยู่ในระดับดี  เพื่อพัฒนาเป็นกรรมวิธีที่เหมาะสมสำหรับเผยแพร่ต่อไป
               -  แปรรูปวัตถุดิบพืชให้สี  หรือน้ำสีที่สกัดได้ไม่เน่าเสียในฤดูกาลที่มีมาก  และให้อยู่ในรูปที่สะดวกในการใช้ สามารถ ใช้ได้ทุกเวลา ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้
               -  พัฒนาวิธีเก็บรักษาไม่ให้สีเสื่อมคุณภาพ
                ในการวิจัยของคณะผู้วิจัย  จากศูนย์วิจัยหม่อนไหมนคราชสีมา  ซึ่งมีคุณชวนพิศ  สีมาขจร  เป็นหัวหน้าคณะได้ศึกษาการย้อมสีเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติ  กลุ่มสีเหลือง   ซึ่งมีการใช้วัตถุธรรมชาติหลายชนิด   เช่น ประโฮด  แก่นแข   แก่นขนุน  และรากยอ  แต่พืชเหล่านี้เจริญเติบโตช้า  และส่วนที่นำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นราก   ต้นและแก่น   ซึ่งหมายถึงว่า    ต้องตัดมาทั้งต้นชนิดถอนรากถอนโคน  ไม่มีส่วนที่เหลือไว้ให้เจริญเติบโตได้อีก  การศึกษาวิจัยจึงหันมาสนใจพืชอายุสั้น  โตเร็ว  และพบว่า "ดอกดาวเรือง"  มีคุณสมบัติที่สามารถนำมาสกัดเป็นสีย้อมผ้าได้  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
                คณะผู้วิจัยได้ทดลองสกัดสีจากดอกดาวเรืองสด   ดอกดาวเรืองแห้ง  โดยการนึ่งไอน้ำ 10 นาที  และอบแห้งที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส  และดอกดาวเรืองแห้งที่ได้จากการผึ่งแดด  ดอกดาวเรืองทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าว  มีปริมาณวัตถุดิบเริ่มต้นเท่ากัน   หลังจากทำการสกัดวัดความเข้มข้นของสีเหลืองในน้ำสกัด   ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า  สเป็คโตรโฟโตมีเตอร์
เทียบกับสีเหลืองมาตรฐาน พบว่า สีสกัดจากดอกดาวเรืองนึ่งไอน้ำ  และนำมาอบแห้ง  มีความเข้มข้นสูงสุด  รองลงมาเป็นน้ำสกัดจากดอกดาวเรืองสด  และดอกดาวเรืองผึ่งแดด  ตามลำดับ

ภาพที่ 1,2  ดอกดาวเรืองนำมาปลิดกลีบ
ภาพที่ 3. นำกลีบดาวเรืองมานึ่งด้วยไอน้ำร้อน
ภาพที่ 4. ดอกดาวเรืองที่นึ่งและอบแห้งแล้ว
ภาพที่ 5,6. นำดอกดาวเนืองอบแห้งมาต้มเพื่อสกัดเอาน้ำย้อมสี
ภาพที่ 7. ย้อมสีเส้นไหมด้วยน้ำสกัดดอกดาวเรือง
ภาพที่ 8,9. แช่เส้นไหมที่ย้อมแล้วด้วยสารละลายสารส้ม หรือจุนสี  
ภาพที่10. เส้นไหม และเส้นไหมที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และภาพของเส้นไหมที่ย้อมสีธรรมชาติที่สกัดจากพืชชนิดต่าง  แล้ว

 

 

คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาปัจจัย   ที่มีผลต่อการย้อมเส้นไหมด้วยน้ำสกัดจากดอกดาวเรือง   พบว่า  น้ำสีย้อมที่สกัดได้มีความเป็นกรด เป็นด่าง (pH)  อยู่ระหว่าง 4.3 - 4.6   เมื่อนำมาปรับความเป้นกรดเป็นด่าง (pH)   พบว่า ถ้า pH 3.5 สีน้ำสกัดจะมีสีเหลืองมากขึ้นและค่อยๆ  เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นเหลืองอมเขียวเมื่อ pH สูงขึ้น  และ pH 8  น้ำสีสกัดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวมากขึ้นและมีการตกตะกอนมากกว่าที่ระดับ pH อื่นๆ    เมื่อย้อมเส้นไหมน้ำหนักเส้นไหมเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ pH 8   รองลงมาเป็น pH 6.5 และเส้นไหมจะมีน้ำหนักมากที่สุด  แต่ความเหนียวของเส้นไหมลดลงมาก   ผลของอุณหภูมิต่อการย้อม พบว่าการย้อมที่ 90 และ 60 องศาเซลเซียส   นาน 50 นาที   เส้นไหมมีการติดสีเข้ม   มีการเพิ่มน้ำหนักเส้นไหมสูง ผลของการติดสีพบว่า การย้อมที่มีการติดสีดีขึ้น  แต่การย้อมที่อุณหภูมิ 90 อาศาเซลเซียส  นาน 2 ชั่วโมง  จะทำให้ความเหนียวของเส้นไหมลดลง  จากก่อนย้อม การยืดตัวของเส้นไหมลดลงจากการย้อมมาก  นอกจากนี้เส้นไหมยังกระด้างมือ ไม่เรียบ  ส่วนการย้อมที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง และที่ 90 องศาเซลเซียส  นาน 30 นาที  เส้นไหมจะติดสีดี  มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีความคงทนต่อแสง
                จากการทดลองสารช่วยย้อม พบว่าน้ำมะขามเปียก จะทำให้เส้นไหมมีความเงาและมีความคงทนต่อแสงดี ส่วนสารส้มและจุนสี  ช่วยให้เส้นไหมติดสีเข้มสีด  และสีที่ได้จาการใช้สารส้มเป็นสารช่วยย้อม   จะทำให้เส้นไหมเป็นสีเหลืองทอง ใกล้เคียงกับสีดอกดาวเรืองส่วนจุนสีจะทำให้เส้นไหมเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองทอง จากการทดลองพบว่าไม่ควรผสมเกลือลงในน้ำย้อมสีย้อมในการย้อมรวมกับการใช้สารส้มหรือจุนสี     เพราะจะทำให้ระดับความคงทนของสีต่อแสงแดดลดลง     แต่การแช่เส้นไหมในสารละลายกรดน้ำส้ม   และสารละลายกรดมะนาว 0.5% หลังการย้อมช่วยให้เส้นไหมสีสดใสเป็นเงางาม   สีไม่ตก   เมื่อล้างน้ำหลังการย้อม           

การย้อมสีเส้นไหมจากสารสกัดดอกดาวเรือง

                การสกัดสีย้อมจากดอกดาวเรืองสด   ทำให้การต้นดอกดาวเรืองด้วยน้ำอ่อน   ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง  แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง  แต่น้ำสกัดที่ได้ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน      จึงใช้วิธีสกัดสีจากดอกดาวเรืองแห้ง  วิธีการทำดอกดาวเรืองแห้งมี 2 วิธี
                - การนึ่ง - อบแห้ง  ให้ริดเฉพาะกลีบดอกดาวเรืองสด   นำไปนึ่งไอน้ำเดือดนาน 10 นาที  จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้งหมาดๆ และอบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส จนแห้งสนิท  แล้วเก็บในภาชนะกันชื้น
                - การผึ่งแดด   นำกลีบดอกดาวเรืองที่ริดได้ ไปผึ่งให้หมาดๆ  แล้วนำไปผึ่งแดดจนสนิท  แล้วเก็บในภาชนะกันชื้น

                 การเตรียมเส้นไหม การย้อมสีเส้นไหมให้ได้คุณภาพ  ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการลอกกาวเส้นไหม  เส้นไหมที่ผ่านการลอกกาวที่ดี  ถ้าลอกกาวออกได้มาก โดยเส้นไหมไม่เสื่อมคุณภาพจะทำให้การย้อมติดสีดี   การลอกกาวสามารถทำได้ 4 วิธี คือ ลอกกาวด้วยน้ำสบู่ ลอกกาวด้วยน้ำสบู่และล้างด้วยโซดาซักผ้า  ลอกกาวด้วยโซดาซักผ้า ลอกกาวด้วยน้ำสบู่และโซดาซักผ้าจากการทดลองพบว่า  วิธีลอกกาวด้วยน้ำสบู่  และโซดาซักผ้าได้ผลดีที่สุด
                  การย้อมสีเส้นไหม ใช้น้ำสกัดจากดอกดาวเรืองอบแห้ง 40 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร   ย้อมสีเส้นไหมที่ลอกกาวด้วยน้ำสบู่และโซดาซักผ้า  โดยให้น้ำย้อมมีสีเส้นไหมมี pH 4.3 - 5  ย้อมที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส   นาน 30 นาที ถ้าต้องการสีเหลืองทองให้ใช้สารละลายสารส้ม 1%  ถ้าต้องการสีน้ำตาลทอง  ให้ใช้จุนสี 1%  แช่เส้นไหมก่อน  หรือหลังการย้อม จะทำให้เส้นไหมมีความคงทนต่อแสง  อย่าผสมสารส้มและจุนสีในน้ำสีย้อม  เพราะจะทำให้สีซีดไม่สดใส  จากนั้นให้แช่เส้นไหมที่ย้อมสี  และสารช่วยติดสีแล้วในสารละลายกรดน้ำส้ม   หรือกรดมะนาว 0.5%   จะทำให้เส้นไหมนุ่ม    เป็นเงางาม     และไม่ตกสีในการซักล้าง ก่อนบิดตาก

โครงงานการศึกษาการย้อมสีธรรมชาติจากแก่นขนุน

นายธีรพงษ์ ไพโรจน์ศิริกุล หรือน้องธี โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา นักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมีความสนใจในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นในการนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทำเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง "การศึกษาการย้อมสีธรรมชาติจากแก่นขนุน" โดยทำการศึกษาหาชนิดของสารมอร์แดนท์ที่ช่วยย้อมสีจากแก่นขนุนที่ดี ซึ่งเลือกใช้จุลสีหรือคอปเปอร์ซัลเฟตและสารส้มหรือโพแทสเซียมอลูมิเนียมซัลเฟตเป็นสารมอร์แดนท์ และใช้น้ำสกัดจากกระถินเป็นตัวย้อมฝาดรองพื้นก่อนย้อมสี โดยศึกษาในแง่ความเข้มข้นของสารมอร์แดนท์ที่มีผลต่อความเข้มของสีที่ติดในเนื้อผ้า โดยเลือกความเข้มข้นในช่วง 0.1-0.5 โมล/ลิตร
              ขั้นตอนการย้อมที่ใช้ในการทดลองเป็นการย้อมฝาดผ้ารองพื้นก่อน จากนั้นจึงนำไปย้อมกับสารมอร์แดนท์พร้อมกับการย้อมสีที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นนำไปซักด้วยผงซักฟอกที่อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส

            ผลการทดลองพบว่าความเข้มในช่วง 0.1-0.5 โมล/ลิตร ของสารมอร์แดนท์ทั้งสองชนิดให้ความแตกต่างความเข้มของสีที่ติดในเนื้อผ้าน้อยมาก ความเข้มของสีอยู่ในระดับเดียวกัน แต่สารมอร์แดนท์ทั้งสองชนิดให้ความแตกต่างในเฉดสี และความคงทนต่อการซักโดยที่จุลสีจะให้เฉดสีน้ำตาลเข้ม ส่วนสารส้มให้เฉดสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน และผ้าที่ใช้จุลสีเป็นสารมอร์แดนท์ที่มีความคงทนต่อการซักที่ดีมาก ส่วนผ้าที่ใช้สารส้มเป็นสารมอร์แดนท์ให้ความคงทนต่อการซักที่ต่ำ ดังนั้นการเลือกย้อมสีจากแก่นขนุนควรเลือกใช้จุลสีเป็นสารมอร์แดนท์จะให้สีที่เข้มและคงทนต่อการซัก ซึ่งโครงงานนี้สามารถนำไปใช้ศึกษาหาปัจจัยด้านอื่นๆ เพื่อพัฒนาการย้อมให้ได้ผ้าที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น
               นายธีรพงษ์ กล่าวว่า การทำโครงงานดังกล่าว ก็พบปัญหาบ้างเนื่องจากสีจากแก่นขนุนไม่คงทนต่อการซัก ต้องหาวิธีแก้ปัญหาโดยหาข้อมูลของสารช่วยติดสีและหาได้ง่ายในท้องถิ่นมาทดลอง  การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนด้วยเหตุผลไม่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนมาตัดสินใจ ดังนั้นความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีความน่าเชื่อถือเพราะมีเหตุผลที่หนักแน่นและเพียงพอมารองรับ  "การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเราให้ความสนใจพยายามทบทวนเรียนอย่างสม่ำเสมอ อ่านและดูข่าวเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และความเป็นไปของโลกและเป็นความรู้รอบตัว ข้อสำคัญต้องตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล"

 


  กลับขึ้นข้างบน